^ขึ้นด้านบน
  
  
  
Get Adobe Flash player

พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ

                นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๕๖ ซึ่ง เป็นปีแรกที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานกิจการการบินไทยโดยทรงตั้งเป็นแผนกการบินขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาของจเรทหารช่างตราบจนกระทั่ง ได้วิวัฒนาการมาเป็น "กองทัพอากาศ" นับว่าเป็นเวลานานพอสมควรบรรดาเครื่องบิน เครื่องยนต์ อุปกรณ์การบิน ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ ก็ได้เปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย จนบางสิ่งบางอย่างได้เสื่อมสูญหายไปตามกาลเวลายากที่อนุชนรุ่นหลังจะหาดูหรือค้นคว้าศึกษา

 

          วีรกรรมที่บรรพบุรุษของกองทัพอากาศ ได้ สร้างขึ้นอย่างองอาจกล้าหาญ ด้วยเลือด ชีวิต ยังยืนยงคงอยู่ใน ประวัติศาสตร์แห่งชาติไทย ไม่มีวันลืมเลือน แต่สิ่งที่วีรบุรุษ เหล่านั้นได้ใช้ในการประกอบ วีรกรรมจนบางสิ่งบางอย่าง ได้เสื่อมสูญหายไปตามกาลเวลา ยากที่ อนุชนรุ่นหลังจะหาดูหรือค้นคว้า ศึกษาได้รับนับแต่จะเสื่อมโทรมสูญหายไป จะหาไว้เป็นอนุสรณ์ให้ชนชั้นลูกหลานได้ระลึกถึงก็นับวัน จะหายากทั้งยังเป็นการประกาศให้บรรดาชาวโลกทั้งหลายได้ทราบถึงเกียรติคุณ ของกองทัพอากาศ ในอดีต ปัจจุบันและอนาคตว่า ภารกิจและหน้าที่ซึ่งกองทัพอากาศได้ปฏิบัติไปแล้วนั้นได้ก่อให้เกิดประโยชน์ สุขแก่ประชาชนชาวไทยซึ่งคุณธรรมเหล่านี้เกิดจากสรรพวัตถุทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นองค์ประกอบอันสำคัญอันหนึ่งของกองทัพอากาศ

 

การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๕
       เนื่องด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๔๙๕ ให้กระทรวงกลาโหม จัดตั้งพิพิธภัณฑ์การทหาร (Military Museum) ของทั้ง ๓ กองทัพขึ้น เพื่อจัดเป็นประวัติศาสตร์และแสดงวิวัฒนาการในทางการทหารของประเทศไทยในอดีต และปัจจุบัน จึงได้ออกคำสั่งกระทรวงกลาโหม (พิเศษ) ที่ ๕๐/๑๙๔๙๑ ลงวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๔๙๕ ตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดตั้งพิพิธภัณฑ์การทหารเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ให้เป็นผลสมความมุ่งหมาย

คณะกรรมการตามคำสั่ง กห.(พิเศษ) ที่ ๕๐/๑๙๔๙๑ ประกอบด้วย
๑. พล.อ.หลวงเสนาณรงค์ ปลัดกระทรวงกลาโหม                     เป็นประธานกรรมการ
๒. พล.ท.จิร วิชิตสงคราม ที่ปรึกษาการทหาร                            เป็นรองประธานกรรมการ
๓. พล.อ.ท.เพิ่ม ลิมปิสวัสสดิ์ เจ้ากรม ชอ.                                 เป็นประธานกรรมการ
๔. พล.ต.สุรพล สุรพลพิเชตถ์ รองผู้อำนวยการศึกษาและวิจัย สธ.กลาโหม เป็นกรรมการ
๕. พล.ร.ต.เอกไชย อิศรางกูร ณ อยุธยา ร.น. เจ้ากรม ยศ.ทร.                      เป็นกรรมการ
๖. พ.อ.ขุนเสนาทิพ ผบ.รร.นายร้อยพระจุลจอมเกล้า                                    เป็นกรรมการ
๗. น.อ.พล สุวรรณประเทศ ร.น. รองเจ้ากรม สพ.                                          เป็นกรรมการ
๘. พ.อ.เกียรติ บุรกสิกร เสธ.กรมสรรพาวุธ ทบ.                                            เป็นกรรมการ
๙. หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ ผู้แทนกรมศิลปากร                                                เป็นกรรมการ
     โดยให้คณะกรรมการนี้มีหน้าที่พิจารณากำหนดโครงการและงบประมาณซึ่งเกี่ยวกับการจัดหาสถานที่การก่อสร้างอาคาร ตลอดจนการรวบรวมจัดหาบรรดาสรรพสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่จะนำมาประกอบการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ทหารนี้ขึ้นด้วยเหตุนี้ทางราชการ เห็นเป็นการสมควรที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศขึ้น

              ดังนั้นในปี พ.ศ.๒๔๙๕ กอง ทัพอากาศได้ออกคำสั่งกองทัพอากาศ (พิเศษ) ที่ ๒๘๘/๑๘๗๐๙ ลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๔๙๕ เรื่อง ให้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ (จอมพลอากาศ ฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนีเป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ) และได้ตั้งคณะกรรมการดำเนินการรุ่นแรก มี ๕ ท่าน คือ
๑. พลอากาศโท เพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์ เป็นประธานกรรมการ
๒. พลอากาศตรี หลวงกร โกสียกาจ เป็นกรรมการ
๓. พลอากาศตรี เจือ ปุญยโสนี เป็นกรรมการ
๔. พลอากาศตรี มนัส เหมือนทางจีน เป็นกรรมการ
๕. นาวาอากาศเอก นักรบ บิณษรี เป็นกรรมการ
มีหน้าที่พิจารณาดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศขึ้น ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดนี้ได้วางรากฐานพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ โดยมุ่งหมายจัดหายุทธภัณฑ์และสันติภัณฑ์ทุกประเภท ตามยุคตามสมัย เป็นลำดับตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน เช่น เครื่องบิน เครื่องยนต์ วิทยุ อาวุธ และอุปกรณ์อื่น ๆ มารวบรวมไว้

 

สถานที่ตั้งอาคารพิพิธภัณฑ์ครั้งแรก พ.ศ.๒๔๙๕

             ในครั้งแรกได้ใช้โรงงานช่างอากาศที่ ๓ (โรงงานการซ่อม ชอ.โรงสังกะสีแบบแฮงการ์) ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันตกของสนามบินดอนเมือง เป็นสถานที่ตั้งแสดงพัสดุพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว ในขณะเดียวกัน ทางกระทรวงกลาโหม มีความประสงค์ที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ทหาร เพื่อประโยชน์ในการศึกษา และเป็นประวัติศาสตร์ของทหาร โดยได้ตั้งกรรมการประกอบด้วย ผู้แทน ๓ เหล่าทัพ พิจารณา ดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ทหารในการนี้กองทัพอากาศได้ให้ เจ้ากรมช่างอากาศ(พล.อ.ท.เพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์) เป็นผู้แทนของ ทอ. ไปร่วมประชุม ซึ่งคณะกรรมการได้เสนอของบประมาณค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น ประมาณ ๓๐ ล้านบาท เป็นค่าซื้อที่ดิน ๑๐ ล้านบาท ค่าตกแต่งที่ดิน ๕ ล้านบาท ค่าก่อสร้างอาคาร

แต่ละกองทัพ กองทัพละ ๕ ล้านบาท กระทรวงกลาโหม พิจารณาแล้ว เห็นพ้องต้องกับคณะกรรมการ จึงได้เสนอเรื่องตามหนังสือกระทรวงกลาโหมที่ ๔๒๐๘/๒๔๙๗ ลงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗ ให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วแจ้งว่า ไม่สามารถจะหาเงินมาจ่ายให้ได้ในขณะนั้น เนื่องจากเงินของประเทศอยู่ในระยะที่ ขาดแคลน อาจจะมีความจำเป็นจะต้องใช้เงินเพื่อรับสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ กระทรวงการคลัง จึงเห็นสมควรที่จะระงับเรื่องนี้ไว้ก่อนซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาลงมติเมื่อวันที่ ๕เมษายน ๒๔๙๗ เห็นชอบด้วยตามที่กระทรวงการคลัง เสนอการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ทหารจึงได้ระงับไว้ก่อนการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ - ๒๕๐๒

 

            ในปี พ.ศ.๒๕๐๑ กองทัพอากาศได้มีคำสั่งกองทัพอากาศ (เฉพาะ) ที่ ๘๖/๐๑ ลง วันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๐๑เรื่อง ให้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ กองทัพอากาศ (สมัย จอมพลอากาศ เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ)ได้จัดตั้งกรรมการขึ้นใหม่อีกคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ จากชุดก่อนคือ
๑. พล.อ.ท.เพิ่ม ลิมปิสวัสดิ์ เป็นประธานกรรมการ
๒. พล.อ.ต.เจือ ปุญยโสนี เป็นกรรมการ
๓. พล.อ.ต.สวน สุขเสริม เป็นกรรมการ
๔. พล.อ.ต.พิชิต บุญยเสนา เป็นกรรมการ
๕. น.อ.เอกชัย มุสิกบุตร เป็นกรรมการ
๖. น.อ.วิทย์ แก้วสถิตย์ เป็นกรรมการ
๗. น.อ.วีระ อุมนานนท์ เป็นกรรมการ

คณะกรรมการได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ซึ่งกำหนดไว้ทำนองเดียวกันกับคำสั่ง ทอ. (พิเศษ) ที่ ๒๘๘/๑๘๗๐๙

             คณะ กรรรมการชุดนี้ได้ดำเนินการขอสถานที่โรงเก็บกระสุนวัตถุระเบิดของกรมสรรพวุธ ทหารอากาศ ซึ่งอยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์ อีก ๑ โรง เพื่อใช้เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์เพิ่มเติม เพราะรวบรวมพัสดุพิพิธภัณฑ์ได้มากขึ้น และผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้อนุมัติแล้ว ในด้านการจัดหาวัสดุพิพิธภัณฑ์ คณะกรรมการได้ขอความร่วมมือจากส่วนราชการต่าง ๆ ที่มีวัสดุพิพิธภัณฑ์ ให้ทำบัญชีรายงาน วัสดุซึ่งมีทั้งวัสดุจริง ภาพถ่าย ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ พร้อมทั้งประวัติ แบบ ชนิด สมรรถนะ ชื่อบริษัทผู้ผลิตหรือสั่งซื้อ ปีที่ประจำการ ชื่อผู้บริจาค ให้แก่กองทัพอากาศ ราคา และอื่น ๆ และรวบรวมวัสดุเอกสารเหล่านั้นไว้ก่อน เมื่อมีสถานที่เก็บ แล้วทางพิพิธภัณฑ์ จึงจะขอรับมาเก็บต่อไป การดำเนินการพิพิธภัณฑ์ในระยะนี้ฝากให้อยู่ ในความดูแลของกรมช่างอากาศ

 

การโอนกิจการพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ
             ในปี พ.ศ.๒๕๐๒ กองทัพอากาศได้มีคำสั่งที่ ๒๐๐๒๕/๐๒ ให้โอนสถานที่และพัสดุพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศไปขึ้นอยู่กับแผนก ตำนานและสถิติ กองเสมียนตรา กรมสารบรรณทหารอากาศ ซึ่ง จอมพลอากาศ เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูรอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้มาทำพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศเป็นทางการ  เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๐๒
              พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ ได้ รับความสนใจ กิจการพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ ได้เจริญขึ้นตามลำดับได้มีผู้สนใจเข้าชมเป็น จำนวนมาก โดยเฉพาะในวันสำคัญของทางราชการ เช่น วันเด็ก วันกองทัพไทย วันแสดงกิจการบินกองทัพอากาศ ได้เปิด พิพิธภัณฑ ์ ให้ประชาชนเข้าชม ปรากฏว่า ได้รับความสนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศนับว่าได้ผลสมความมุ่งหมายของทาง ราชการ เป็นอย่างยิ่ง
             พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ นอก จากเป็นที่รวบรวมพัสดุพิพิธภัณฑ์อันหาค่าเปรียบมิได้ในทางประวัติศาสตร์แล้วยังได้มีโอกาสอันสำคัญ ในการช่วยเชื่อมสัมพันธุ์ไมตรีกับต่างประเทศ กล่าวคือ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จ ฯ เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เมื่อปีพ.ศ.๒๕๐๓ นั้น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์) ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรเครื่องบิน เมืองแคลร์มอนต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย หัวหน้าพนักงานผู้รักษาพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นได้ทูลเกล้า ฯ ถวายพระบรมฉายาลักษณ์และสมุดภาพเครื่องบินต่าง ๆ พร้อมกับทูลขอพระราชทาน เครื่องบินแบบสปิตไฟร์ซึ่งกองทัพอากาศไทยเคยมีไว้ประจำการ ไปไว้ในพิพิธภัณฑ์เมืองแคร์มอนต์ เนื่องจากได้ทราบว่า มีเครื่องบินชนิดนี้เก็บไว้ที่จังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยหลายแห่ง สำนักเลขาธิการได้ติดต่อผ่านกระทรวงกลาโหม สอบถามมายังกองทัพอากาศ ว่ามีพอจัดให้ได้หรือไม่ กองทัพอากาศ แจ้งไปว่าเครื่องแบบนี้ได้ปลดประจำการแล้ว มีเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศพร้อมที่จะมอบให้ ๑ เครื่อง เป็นชนิดไม่ติดอาวุธ และอยู่ในสภาพเรียบร้อย การอนุมัติอยู่ในอำนายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งได้อนุมัติและนำทูลเกล้าถวายเพื่อพระราชทานแก่พิพิธภัณฑ์เครื่องบิน เมืองแคลร์มอนต์ต่อไป นับว่าได้สนองฝ่าละอองธุรีพระบาทล้นเกล้าล้นกระหม่อม ในการเผยแพร่เกียรติคุณ และขื่อเสียงของชาติไทยในต่างแดนอีกด้วย

 

การพัฒนาพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ พ.ศ.๒๕๐๕
              ในปี พ.ศ.๒๕๐๕
กอง ทัพอากาศ ได้มีคำสั่งกองทัพอากาศ (เฉพาะ) ที่ ๑๑๓/๐๕ ลงวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๐๕เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงและขยายกิจการพิพิธภัณฑ์ ทอ.(พล.อ.อ.บุญชู จันทรุเบกษา เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ) ต่อจากกรรมการชุดก่อน คณะกรรมการตามคำสั่งนี้ประกอบด้วย
๑. จก.ยศ.ทอ. เป็นประธานกรรมการ
๒. จก.ส.ทอ. เป็นกรรมการ
๓. จก.สพ.ทอ. เป็นกรรมการ
๔. จก.พธ.ทอ. เป็นกรรมการ
๕. จก.ชย.ทอ. เป็นกรรมการ
๖. จก.สบ.ทอ. เป็นกรรมการ
๗. รอง จก.ชอ. เป็นกรรมการ
๘. พล.อ.ต.สดับ ธีระบุตร เป็นกรรมการ
๙. พล.อ.ต.ชูศักดิ์ ชุติวงศ์ เป็นกรรมการ
๑๐. หก.สม.สบ.ทอ. เป็นกรรมการและเลขานุการ
โดยให้ ผช.เสธ.ทอ.ฝ่ายยุทธบริการ เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ

คณะกรรมการชุดใหมนี้มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ ในหลักใหญ่ ๒ ประการ คือ
๑.วางแผนและดำเนินการทั้งปวงในอันที่จะปรับปรุงและขยายกิจการพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ ให้เหมาะสมและทันสมัย
๒. จัดหายุทธภัณฑ์ สันติภัณฑ์ทุกประเภท ตามลำดับตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน และอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร
สถานที่เก็บรักษาและตั้งแสดงคงใช้โรงงานการซ่อม ชอ.ตามเดิมต่อมาในปี ๒๕๐๙ ได้รับมอบอาคารเพิ่มเติมอีก ๔ หลัง ซึ่งอยู่บริเวณเดียวกัน

 

สถานที่อาคารพิพิธภัณฑ์หลังใหม่ พ.ศ.๒๕๑๒
                ด้วยกองทัพอากาศมีความจำเป็นต้องมอบพื้นที่บริเวณที่ตั้งอาคารพิพิธภัณฑ์ เดิม (โรงงานกรมช่างอากาศที่ ๓)ให้ใช้ประโยชน์ในกิจการบินพาณิชย์ กองทัพอากาศจึงได้พิจารณาสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ใหม่ ตั้งอยู่ด้านขวาของถนนพหลโยธิน (เมื่อเดินทางเข้ากรุงเทพ ฯ) ห่างจากกรุงเทพ ฯ (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) ประมาณ ๒๔ กิโลเมตร และเยื้องกับโรงเรียนนายเรืออากาศ ได้เริ่มสร้างเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๑๑ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๑ สิ้นค่าก่อสร้างเป็นเงิน ๖,๖๓๕,๐๐๐.- บาท (หกล้านหกแสนสามหมื่นห้าพันบาทถ้วน) และได้ทำพิธีเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๑๒ ได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติ เลขที่ 171 ถนนพหลโยธิน แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพ ฯ 10210